iPhone 14 Pro Max หลังจากผ่านมา 3 สัปดาห์ ยังคงว้าวอยู่รึเปล่า !? รอบนี้ Apple อัปเกรดฟีเจอร์และจุดเด่นขึ้นมาหลายจุดเลย ทั้งหน้าจอใหม่ที่มาพร้อม Dynamic Island, ชิปเซ็ตใหม่ Apple A16 Bionic ตัวแรง, กล้องหลังใหม่ 48MP หรือกระทั่งสีใหม่ Deep Purple ม่วงเข้มที่เราคงได้เห็นกันมาพอสมควรแล้ว ในเรื่องการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าใช้ iPhone 13 Pro Max อยู่ ควรอัปเกรดไหม รีวิวนี้บอกให้หมด พร้อมแล้วติดตามครับ!
สรุปสเปค iPhone 14 Pro Max
- ขนาดตัวเครื่อง : 160.7 x 77.6 x 7.85 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก : 240 กรัม
- หน้าจอ : Super Retina XDR OLED กว้าง 6.7″ ความละเอียด 2796 x 1290 พิกเซล
- Refresh rate : 120Hz ProMotion Display
- ชิปเซ็ต : Apple A16 Bionic (4nm)
- RAM : 6GB
- แบตเตอรี่ : 4323mAh
- ระบบชาร์จไว : 27W
- ความจุ : 128GB/256GB/512GB/1TB
- กล้องหน้า : TrueDepth 12MP f/1.9
- กล้องหลัง : 3 ตัว
- กล้องหลัก 48MP f/1.78 พร้อม Sensor-Shift OIS รุ่นที่ 2
- กล้อง Ultra Wide 12MP f/2.2
- กล้อง Tele 3X 12MP f/7.8
- LiDAR Scanner
- รองรับการเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, Bluetooth 5.3, NFC และพอร์ต Lightning
- ระบบปฏิบัติการ : iOS 16

หน้าจอแบบใหม่กับเกาะหรรษา Dynamic Island
อย่างแรกที่ต้องพูดถึงเลยก็คือ Dynamic Island เกาะใหม่ที่มาแทนที่รอยบากจนได้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องหน้าจอแบบครั้งใหญ่ของ iPhone รุ่น Pro เลยก็ว่าได้ครับ สร้างความแตกต่างในแว้บแรกที่มองได้แบบจริง ๆ ครับ เพราะใครที่เคยชินกับรอยบากเต็ม ๆ บนหน้าจอของ iPhone มานาน การที่เปลี่ยนมาใช้ทรงแคปซูลแบบนี้ก็รู้สึกถึงความสดใหม่ไม่น้อย

บนรูกล้องนี้จะซ่อนเซ็นเซอร์ Face ID กับกล้อง TrueDepth อยู่เพื่อให้ใช้งานสแกนใบหน้าได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยเหมือนเดิม แต่ก็แลกมากับความใหญ่ของสีดำที่ลอยอยู่ด้านบนเหมือนกันครับ

ดีไซน์ที่คุ้นเคยกับขนาดที่เต็มไม้เต็มมือ
แต่ถ้าไม่รวม Dynamic Island ดีไซน์ของ iPhone 14 Pro Max ยังคงคล้ายเดิม ตัวเครื่องกรอบเหลี่ยม หน้าจอและฝาหลังเป็นแบบ Flat เหมือนเดิม บนรุ่น Proใช้กรอบเครื่องเป็นสแตนเลสสตีล

น้ำหนักของตัวเครื่อง 240 กรัมเหมือนเดิม แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าใครที่ใช้งานรุ่น Pro Max มาแล้ว ตรงน่าจะคุ้นชินกับดีไซน์และน้ำหนักกันอยู่แล้ว

สีใหม่ Deep Purple ถือแล้วรู้ว่านี่แหละของใหม่
อย่างที่บอกว่าดีไซน์ของ iPhone 14 Pro Max นั้นไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก การจะทำให้รู้ว่าเครื่องเราคือเครื่องใหม่ก็อาจเป็นตัวเลือกสีใหม่ที่มีเฉพาะปีนี้แทน อย่างสี Deep Purple ที่เราได้มารีวิวก็คือสีใหม่ที่ออกมาสวยงามใช้ได้เลย เป็นม่วงที่ดูหรูดูแพง ใช้ได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิงเลยครับ

ไหน ๆ ก็พลิกมาดูที่ด้านหลังแล้ว ขอพูดถึงดีไซน์กล้องหลังไปด้วยเลยเนอะ Apple ยังคงเลือกใช้ดีไซน์กล้อง 3 ตัวเหมือนเดิม แต่รอบนี้สังเกตได้เลยว่าตัวกล้องใหญ่ขึ้นมาก

หน้าจอ Super Retina XDR ที่สว่างขึ้นกว่าเดิม
กลับมาพูดถึงเรื่องหน้าจอกันอีกสักหน่อย iPhone 14 Pro Max มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.7″ ในเรื่องความเต็มตาไม่ต้องพูดถึงครับใหญ่สะใจตามสไตล์รุ่น Pro Max อยู่แล้ว ขอบหน้าจอรอบนี้ปรับให้ชิดขึ้นอีกหน่อยด้วย ในเรื่องสีสันก็อยู่ในระดับท็อปสุดของวงการไปแล้วไม่ต้องห่วงเลยจริง ๆ

ดูเผิน ๆ อาจจะไม่ได้ต่างไปจากรุ่นก่อนมากนัก แต่ก็มีเรื่องที่อัปเกรดขึ้นมาอยู่ด้วยคือความสว่างนั้นเองครับ รุ่นนี้ Apple เคลมว่าสามารถใช้งานกลางแจ้งได้ในความสว่างถึง 2000nits ซึ่งถือเป็นข้อดีในการใช้งานกลางแจ้งได้ดีขึ้นจริง ๆ รวมถึงการลดแสงในที่มืดก็รู้สึกว่าสามารถใช้งานได้สบายตากว่าเดิมอีก

ในเรื่องการตอบสนอง iPhone 14 Pro Max ก็ได้ Refresh rate สูง 120Hz หรือ ProMotion การใช้งานลื่นไหลอย่างมาก ไม่ว่าเราจะเลื่อนหน้าจอหรือเข้าแอปต่าง ๆ ก็รู้สึกได้เลย แถมรอบนี้ยังเป็นจอ LTPO ที่สามารถปรับ Refresh rate ได้ตั้งแต่ 1 – 120Hz อีกด้วย

Always On Display ครั้งแรกบน iPhone
และด้วยเป็นจอ LTPO ทาง Apple จึงเลือกใส่ฟีเจอร์ Always On Display (AOD) มาให้เสียที เป็นครั้งแรกของ iPhone เลยก็ว่าได้ครับ ความพิเศษของ AOD บน iPhone ก็คือหน้าจอจะไม่ได้ดำสนิทแล้วมีตัวเลขหรือไอคอนสีขาวขึ้นมาเท่านั้น แต่จะเป็นการ Dim แสงของภาพ Wallpaper ในหน้า Lockscreen ให้มืดลงเท่านั้นครับ

เท่าที่เราลองใช้บอกเลยว่าเป็น Always On ที่สว่างมาก ยิ่งถ้า Wallpaper ที่เราใช้ทีสีสันเยอะ ๆ นี่เด่นเลย ทำให้มักจะสับสนตลอดว่านี่เราล็อคจอไปรึยังนะ อันนี้ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่ที่เราชอบก็มีนะ คือฟีเจอร์นี้จะเล่นกับ Wallpaper ได้เก่งมาก เช่น ปกติเราจะตั้ง Wallpaper แบบ Depth Effect ที่ตัวคนทับนาฬิกาอยู่ พอเราล็อคจอให้เป็น AOD นาฬิกาจะสลับตำแหน่งขึ้นมาอยู่ด้านหน้าแทน ดูมีมิติมากในการใช้งานครับ

สว่างขนาดนี้แล้วไม่กินแบตฯเหรอ !? ด้วยความเป็นจอ LTPO ทาง Apple เคลมว่าเมื่อฟีเจอร์นี้ทำงาน Refresh rate จะปรับลดเหลือ 1Hz จึงไม่กินแบตเตอรี่เท่าไหร่นักครับ เท่าที่เราลองเปิดการใช้งานก็ไม่ได้กินเยอะมากมายอะไรครับ ชม.ละ 1% ได้อยู่
พอร์ตชาร์จยังเป็น Lightning นะ
พอร์ตการเชื่อมต่อของ iPhone 14 Pro Max ยังคงเป็นพอร์ต lightning เหมือนเดิม ข้อดีก็คือใครที่ใช้ iPhone อยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็แทบไม่ต้องแกะที่สายชาร์จออกมาใช้เลย ใช้ชุดเดิมได้หมด ไม่มีแถมที่ชาร์จก็ใช้ของเก่าไปก่อนได้ แต่การถ่ายโอนข้อมูลก็จะไม่เร็วมาก

รุ่นที่ขายในบ้านเรายังคงมีถาดซิมมาให้ใส่ใช้งานปกตินะครับ ต่างจากรุ่นที่เปิดตัวในสหรัฐที่เปลี่ยนมาใช้แบบ eSIM ล้วน ๆ แล้ว ซึ่งช่องใส่ซิมของ iPhone 14 Pro Max ยังอยู่ที่ฝั่งซ้ายมือถัดลงมาจากปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงครับ

โดยรวมในเรื่องดีไซน์ ก็จะมีหน้าจอที่เพิ่มเกาะ Dynamic Island, กล้องหลังที่ใหญ่อลังการขึ้นและสีใหม่ Deep Purple รวมถึงขนาด-น้ำหนักหรือฟิลลิ่งการจับถือใช้งาน เรียกว่าใครที่ใช้ 13 Pro Max มาก่อนจะได้ความคุ้นชินเลยล่ะ ส่วนใครที่ใช้รุ่น 11 Pro Max หรือเก่ากว่ามาก่อนก็อาจจะชอบในดีไซน์เหลี่ยม ๆ แบบนี้ก็ได้ ให้ความรู้สึกใหม่ที่แตกต่างไปเยอะครับ

ซอฟต์แวร์ iOS 16 ลูกเล่นเยอะ
iPhone 14 Pro Max มาพร้อม iOS 16 ตั้งแต่แกะกล่อง ซึ่งมีลูกเล่นน่าสนใจมากมาย หลัก ๆ ก็คือ Lockscreen ที่ให้เราเลือกปรับแต่งได้สนุกมาก ทั้งรูปแบบฟอนต์นาฬิกา, Widget, Wallpaper หลากหลายรูปแบบ จะใส่เป็นรูปคนหรือรูปวิวพร้อม Depth Effect ให้เราเอาภาพไปบังนาฬิกาสวย ๆ เหมือนปกนิตยสารก็ได้ อันนี้ชอบมาก

หรือจะเป็นระบบสั่นบนคีย์บอร์ดที่เพิ่มเข้ามาสักทีบน iOS 16 นี้ช่วยให้เราใช้งานได้อย่างนุ่มนวลทุกการพิมพ์ เพราะระบบสั่นของ iPhone ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมอันดับต้น ๆ ในวงการสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว เสริมเข้ามาให้ตอบสนองเราเพิ่มในอีกมิติ นอกจากการใช้งานทั่วไปแบบเดิม ๆ

Dynamic Island เกาะหรรษานี่มันยังไงกันนะ!?
เราขอเสริมเรื่อง Dynamic Island กันอีกสักหน่อย เพราะฟีเจอร์นี้ถือว่าเป็นหนึ่งไฮไลท์ของ iPhone 14 Pro Max เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าหน้าจอเจาะรูบนสมาร์ทโฟนไม่ใช่เรื่องใหม่ บนสมาร์ทโฟน Android ทำได้ตั้งนานแล้ว แถมเล็กกว่าเยอะด้วย แต่การมาของ Dynamic Island นี้ต้องบอกว่า Apple คิดมาดีจริง ๆ เพราะเพิ่มลูกเล่นในส่วนของ UI เข้าไปได้อย่างน่าสนใจ บวกกับความลื่นไหลของ iOS แล้วยิ่งทำให้ลงตัวขึ้นมาก ๆ

ซึ่งความลงตัวนี้ก็คือการใช้งานแอปบางอย่าง UI จะทำการเล่นกับเกาะด้านบนให้ขยายออกมาได้ อาทิ เมื่อเรากดฟังเพลง แล้วเลื่อนออกตัว UI จะเพิ่มลูกเล่นด้านบนให้เป็นอนิเมชั่นว่ากำลังเล่นเพลงอยู่ และเราก็สามารถแตะค้างด้านบนเพื่อขยายเกาะออกและสั่งงานเพิ่มเติมได้

หรือจะเป็นการแจ้งเตือนของระบบทั่วไปเช่น การสลับโหมดจาก Ring ไป Silent, การเสียบชาร์จแบตฯ, การรับ-ส่งไฟล์ด้วย AirDrop, เชื่อมต่อกับ AirPods หรือตอนสแกนใบหน้าผ่าน Face ID เป็นต้นครับ เรียกว่าช่วยให้การแจ้งเตือนต่าง ๆ ดูไม่น่าเบื่อและเป็นวิธีใหม่สุด ๆ จนทำเอาเกิดกระแสให้นักพัฒนาฝั่ง Android หลายรายทำแอปที่เลียนแบบ Dynamic Island ขึ้นแบบเพียบ ๆ เลยล่ะ
แล้วที่ใช้งานมาจริง ๆ ว้าวไหม !? หลังจากที่เราใช้งานมาหลายวันต้องบอกว่าฟีเจอร์ของ Dynamic Island นี่ดูน่าสนใจดีจริง ๆ แต่ตอนนี้แอปที่รองรับหรือฟีเจอร์ที่รองรับก็ยังมีแค่ของระบบเป็นหลัก คงต้องรอฟีเจอร์ Live Activities ปล่อยออกมาในอนาคตถึงจะได้ใช้เพิ่มขึ้นอีกหน่อย

คำถามที่หลายคนมีอยู่ว่า “การใช้งานทั่วไปรำคาญไหม ?” อันนี้เราว่ามีความใกล้เคียงกับรอยบากนะ ถ้าใครที่ใช้ไอโฟนรุ่นตั้งแต่ iPhone X ขึ้นมาอยู่แล้วก็คงไม่ได้ขัดตาสักเท่าไหร่ในการใช้งานทั่วไปในแนวตั้ง แต่ถ้าในแนวนอนก็มีบ้างในการใช้งานแสดงผลแบบเต็มหน้าจอนั่นแหละ ยิ่งถ้าเป็นอะไรที่แสดงผลในสีสว่าง ๆ ตัวเกาะนี่ก็จะเด่นขึ้นมาแบบชัดเจนทีเดียว

อย่างการดูคอนเทนต์หรือวิดีโอ ถ้าเป็นคลิปแบบ 16:9 บน YouTube ทั่วไปอันนี้ไม่มีปัญหาเพราะจะเหลือขอบดำด้านข้างอยู่แล้ว ตรงนี้ตั้งแต่รุ่นที่มีรอยบากก็ไม่เจอปัญหาอะไร แต่เมื่อไหร่ที่เราขยายหน้าจอเต็มหรือดูวิดีโอที่มีสัดส่วนมากกว่า 16:9 แล้วล่ะก็ตัวเกาะจะโผล่ขึ้นมาทันที แรก ๆ เราอาจจะไม่ชินนักแต่หลังจากใช้มาสักระยะก็รู้สึกว่า โอเค…ตอนรอยบากยังอยู่มาได้ อันนี้ก็ไม่ได้ต่างกันนัก จริงไหม !?

Face ID สแกนใบหน้าแม่นยำและปลอดภัย
บน Dynamic Island จะมีเซ็นเซอร์ Face ID อย่างที่บอกไป ซึ่งเป็นระบบสแกนใบหน้าที่แม่นยำและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในเวอร์ชั่นหลัง ๆ ของ iOS ก็มีฟีเจอร์สแกนใบหน้าพร้อมใส่หน้ากากอนามัยได้แล้ว

กล้องหลังใหม่ 48MP มาแล้ว!
ไฮไลท์อีกอย่างของ iPhone 14 Pro Max รอบนี้ก็คือ “กล้อง” ครับ รอบนี้ Apple อัปเกรดครั้งใหญ่เปลี่ยนกล้องหลักให้มีความละเอียดสูงสุดที่ 48MP เสียที หลังจากที่ใช้ความละเอียด 12MP มาอย่างยาวนาน สำหรับสเปคกล้องคร่าว ๆ จะมีดังนี้ครับ
- กล้องหลัก 48MP f/1.78, Dual-Pixel PDAF, ระบบกันสั่น Sensor-Shift รุ่นที่ 2
- กล้อง Ultra Wide 12MP f/2.2 พร้อม Autofocus ใช้งานเป็นกล้อง Macro ได้
- กล้อง Tele 3X 12MP f/1.78, OIS

อย่างที่เห็นครับ นอกจากกล้องหลักแล้ว กล้อง Ultra Wide กับ Tele 3X ก็ยังอัปเกรดขึ้นมาอีกหน่อยด้วย ส่วนเรื่องการถ่ายภาพ iPhone ก็ยังเป็น iPhone เน้นความง่ายในการใช้งาน ผู้ใช้อย่างเราเพียงแค่เปิดกล้องกดถ่าย ๆ ได้เลย ผลลัพธ์จะมีการปรับแต่งเพิ่มเติมด้วย AI อีกนิดหน่อย
เซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้น 48MP แต่ถ่ายจริงเป็น 12MP นะ
มาพูดถึงกล้องตัวหลักกันก่อนเลย iPhone 14 Pro Max มาพร้อมกล้องหลักตัวใหม่อัปเกรดความละเอียดเซ็นเซอร์เป็น 48MP แต่ในการถ่ายภาพทั่วไป จะมีการรวมพิกเซลแบบ Quad Bayer ให้เหลือ 12MP ตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเพราะสมาร์ทโฟน Android หลายรุ่นในตลาดที่มีกล้องความละเอียดสูงใช้เทคนิคนี้กันหมด แม้ความละเอียดที่ได้ในโหมด Auto จะอยู่ที่ 12MP แต่เราจะได้ความคมชัดที่มากขึ้นนั่นเองครับ

ซูม 2X ได้คมชัด ภาพไม่แตก
บวกกับความที่เซ็นเซอร์กล้องหลักรอบนี้ใหญ่ขึ้นมาก ประมาณ 1/1.28” ใหญ่กว่าของเรือธง Android หลาย ๆ รุ่นอีก ทำให้ได้ข้อดีในเรื่องการเก็บแสงและการละลายฉากหลังที่มากกว่าเดิมด้วย ซึ่งด้วยขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่ขึ้นบวกกับความละเอียดที่มากขึ้น Apple จึงเพิ่มระยะซูม 2X เข้ามาให้เราเลือกใช้ได้สะดวกอีกด้วย เทคนิคก็คือใช้การครอปจากเซ็นเซอร์หลักเข้าไปอีกหน่อยโดยที่ภาพไม่แตก

แต่! ก็มีข้อสังเกตจากเซ็นเซอร์ใหม่ตัวนี้มีระยะโฟกัสที่ไกลมาก หมายความว่าอะไร หมายความว่าเราไม่สามารถเข้าใกล้วัตถุได้เท่ารุ่นก่อน ปกติอาจจะเคยถ่ายอาหารในระยะ 1X ได้แบบแม่นยำ แต่รอบนี้เราต้องถอยออกมาเป็นภาพกว้างกว่าเดิมหน่อยไม่งั้นอาหารจะเบลอไป จะสลับไปกล้อง Ultra Wide ใช้ Macro ก็คุณภาพดรอปลงไปอีก วิธีแก้ก็คือเราอาจจะใช้การซูมเข้าไปสัก 1.5X หรือ 2X เพื่อให้ได้ระยะพอดีและภาพไม่เบลอนั่นเองครับ เข้าใจรึยังล่ะครับว่าทำไมรอบนี้ถึงโปรโมทว่ามีระยะ 2X ให้ใช้งานด้วยนะ

ไฟล์ภาพสวยเป็นธรรมชาติตามสไตล์ iPhone
สำหรับคุณภาพของกล้องหลัก 48MP ในรอบนี้ก็ทำได้ดีสมมาตรฐานของ iPhone คือเน้นความสมจริงและเป็นธรรมชาติอย่างที่เคยเป็น รายละเอียดของภาพคมขึ้นอย่างชัดเจนหากเราซูมดูภาพแบบใกล้ ๆ ด้วยเทคนิค Quad-Bayer ที่รวมเอาพิกเซล 4 in 1 เข้าด้วยกัน ทำให้แม้เราจะได้ผลลัพธ์ภาพที่ 12MP แต่หากดูกันที่รายละเอียดจริง ๆ ก็คมชัดขึ้นมาพอสมควรเลยทีเดียวครับ โทนสีในรอบนี้แอบสมจริงขึ้น ลดสีอมเหลืองที่เคยมีมาได้ดีกว่าเดิม แต่…ตรงนี้อาจเป็นข้อเสียนิดหน่อยเพราะ ภาพที่ได้จะมีความตุ่นกว่าเดิมเล็กน้อย ถ่ายอาหารก็แอบไม่สดน่ากินนัก ถ่ายคนก็สกินโทนดูแปลกไปหน่อย ส่วนข้อดีก็คือเราสามารถไปปรับแต่งเพิ่มได้ง่ายเพราะสีค่อนข้างตรงอยู่แล้วนั่นเองครับ





กล้อง Ultra Wide คมขึ้นอีก ยังใช้เป็น Macro ได้เหมือนเดิม
ส่วนกล้อง Ultra Wide รอบนี้อัปเกรดขึ้นมาอีกขั้น แม้ตามสเปคแล้วจะไม่ได้หวือหวาขึ้นมาก ความละเอียดยัง 12MP เหมือนเดิม แต่เท่าที่เราลองใช้งานมา การประมวลผลดีขึ้นมาก ความคมของภาพในส่วนขอบภาพเพิ่มขึ้นชัดเจน ถ้าลองซูมดูแบบใกล้ ๆ จะเห็นว่ารายละเอียดดีจริง ๆ แถมการเก็บแสงก็จัดการ Noise ได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย ส่วนที่เป็นกล้อง Macro อันนี้ถือว่าทำได้ดีขึ้นไปอีก เข้าใกล้ได้มากและเก็บรายละเอียดได้คมชัด
มีให้เลือก 4 ความจุราคาเปิดตัว 41,900 บาท
iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max มีให้เลือก 4 สีประกอบด้วย ม่วงเข้ม, ดำสเปซแบล็ค, เงิน และทอง พร้อม 4 ความจุมีราคาดังนี้ครับ
iPhone 14 Pro
- ความจุ 128GB ราคา 41,900 บาท
- ความจุ 256GB ราคา 45,900 บาท
- ความจุ 512GB ราคา 54,900 บาท
- ความจุ 1TB ราคา 63,900 บาท
iPhone 14 Pro Max
- ความจุ 128GB ราคา 44,900 บาท
- ความจุ 256GB ราคา 48,900 บาท
- ความจุ 512GB ราคา 57,900 บาท
- ความจุ 1TB ราคา 66,900 บาท
สรุปแล้ว “นี่คือไอโฟนรุ่นใหม่ที่อัปเกรดได้เหนือชั้นในเรื่องกล้องและหน้าจอ”
สรุปแล้ว iPhone 14 Pro Max ก็ถือว่าเป็นอีกการอัปเกรดของไอโฟนรุ่น Pro ที่น่าสนใจหลายเรื่อง ทั้งดีไซน์หน้าจอแบบใหม่ Dynamic Island ที่สดใหม่และพร้อมจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ เข้ามาอีกมากมาย เปลี่ยนภาพรอยบากเดิม ๆ ไปได้อย่างดี มี Always On Display หน้าจอติดตลอดครั้งแรกบนไอโฟนและยังมีเฉพาะ 2 รุ่นโปรนี้ด้วย กล้องที่สร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องความคมชัดและคุณภาพขึ้นไปอีกด้วยเซ็นเซอร์ 48MP พร้อมทั้งซอฟต์แวร์ที่ฉลาดยิ่งขึ้น ในเรื่องสเปคก็อัปเกรดขึ้นมาด้วยชิป A16 Bionic ตัวแรงที่ใช้งานลื่นไหลไปซะหมด ใครที่รอการอัปเกรดครั้งใหญ่แบบนี้อยู่เราว่าไม่ผิดหวังครับ iPhone 14 Pro Max ถือว่าเป็นไอโฟนที่ครบเครื่องที่สุดของ Apple ในตอนนี้แล้วจริง ๆ ครับ
ส่วนคำถามที่ว่ารุ่นนี้เหมาะกับใคร ใช้ iPhone 13 Pro Max อยู่ควรอัปเกรดมารึเปล่า ? ในความคิดเห็นของเราคิดว่ารุ่นนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ใช้ iPhone 11 Series, 12 Series หรือ iPhone 13 อยู่แล้วต้องการอัปเกรดมาเป็นรุ่นล่าสุดซะมากกว่า จะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมขึ้นทั้งดีไซน์ขอบเหลี่ยมใหม่ (ถ้ามาจาก 11 Pro Max) หน้าจอ ProMotion ที่ลื่นไหลขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าใช้ iPhone 13 Pro Max อยู่เราว่ายังไม่จำเป็นต้องอัปเกรดก็ได้ เพราะความสามารถต่าง ๆ ยังทำได้ใกล้เคียงกันมาก เว้นแต่ว่าอยากลองสัมผัส Dynamic Island หรือสีใหม่อย่าง Deep Purple น่ะนะ
จุดเด่น
- หน้าจอ OLED ความสว่างสูงสุด 2000nits ใช้งานกลางแจ้งสบายตา
- Dynamic Island ช่วยให้ดีไซน์ด้านหน้าดูสดใหม่ UI น่าสนใจ
- ชิป A16 Bionic เร็วแรง ตอบทุกโจทย์การใช้งานขั้นสุด
- กล้องหลังที่อัปเกรดครั้งใหญ่ ถูกใจสายถ่ายภาพเน้นความคมชัด
- แบตเตอรี่สุดอึด ใช้งานได้แบบไร้กังวล
- งานประกอบชั้นเลิศและสีใหม่ Deep Purple ลงตัวมาก ๆ
จุดสังเกต
- ยังคงใช้พอร์ต Lightning
ขอบคุณที่มา www.iphone-droid.net
youtube : Tump Yung